Wednesday, August 7, 2013

ระบบการเมืองของกลุ่มประเทศอาเซียน:อินโดนีเซีย(Indonesia)



 

อินโดนีเซีย             Indonesia

ชื่อทางการ                     สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
                                    (Republic of Indonesia)
เมืองหลวง                     จาการ์ตา
ที่ตั้ง                              ทวีปเอเชีย
สมาชิกสหประชาชาติ      28 กันยายน ค.. 1950
ระบบการปกครอง           สาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นประมุขรัฐและประมุขรัฐบาล
เขตการปกครอง              24 จังหวัด 2 เขตพิเศษ และ 1 เขตนครหลวงพิเศษ
วันได้เอกราช                  17 สิงหาคม ค.. 1945(จากเนเธอร์แลนด์)
รัฐธรรมนูญ                    สิงหาคม  .. 1945 ถูกยกเลิกและใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ค.. 1949 และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ค.. 1950 แต่ได้นำกลับมาใช้ใหม่เมื่อ ค.. 1959
ระบบกฎหมาย                อิงกฎหมายโรมัน-ดัตช์ แต่ดัดแปลงโดยแนวความคิดของคนท้องถิ่น และโดยประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาใหม่ ไม่ยอมรับอำนาจการตัดสินภาคบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
วันชาติ                          วันได้เอกราช 17 สิงหาคม (.. 1945)
ฝ่ายบริหาร                     ประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรี
ฝ่ายนิติบัญญัติ               สภาผู้แทนราษฎร(สภาเดี่ยว)
ฝ่ายตุลาการ                   ศาลสูงสุด
สิทธิการเลือกตั้ง             สากล อายุ 17 ปี สำหรับคนแต่งงานจะอายุเท่าใดก็ได้


ประวัติย่อของประเทศอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียในสมัยโบราณ
ประชาชนพวกแรกในอินโดนีเซียได้เดินทางไปถึงที่นั่นราว 40,000 ปีมาแล้ว ซึ่งตอนนั้นระดับน้ำทะเลอยู่ต่ำกว่านี้มาก และอินโดนีเซียก็มีผืนแผ่นดินติดกับผืนแผ่นดินใหญ่เอเชีย ต่อมาเมื่อสิ้นยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อราว 10,000 ปีก่อนคริสตกาล ประชาชนระลอกใหม่ก็ได้เดินทางไปยังอินโดนีเซีย คนเหล่านี้ในเบื้องแรกได้ทำการล่าสัตว์ จับปลาและหาผักมาเป็นอาหาร พอถึงช่วงปี 2500 ก่อนคริสต์กาล คนเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้การปลูกพืชต่างๆ เช่น เผือก มัน กล้วย และข้าว ชาวอินโดนีเซียในครั้งโบราณเหล่านี้ยังได้ทำการปั้นภาชนะดิน และเครื่องมือของพวกเขาทำด้วยหิน


พอตกมาถึงปี 700 ก่อนคริสตกาล ชาวอินโดนีเซียได้เรียนรู้การทำเครื่องมือด้วยสัมฤทธิ์และเหล็ก ยิ่งไปกว่านั้นในขณะนั้นได้มีการเพาะปลูกข้าวนาดำ หมู่บ้านต่างๆของชาวอินนีเซียถูกบังคับให้ร่วมมือกันในการควบคุมน้ำเพื่อนำไปใช้ในไร่นา ในขณะเดียวกันก็ได้มีการจัดตั้งอาณาจักรต่างๆขึ้นมาปกครองบ้านเมือง


จากปี 400 ก่อนคริสตกาล ชาวอินโดนีเซียได้ทำการค้าขายกับชาติอื่นๆ เช่น จีน และอินเดีย
ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธถูกนำไปเผยแผ่ในอินโดนีเซียและทั้งสองศาสนาได้หยั่งรากลึกอยู่ที่นั่น
ตกมาถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 อารยธรรมของอินโดนีเซียมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในหมู่อาณาจักรต่างๆก็มีอาณาจักรฮินดูที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ชวา เรียกว่าอาณาจักร ไศเรนทระ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอาณาจักรพุทธที่ยิ่งใหญ่ ชื่อ อาณาจักรศรีวิชัยอยู่ทางกำสุมาตราทางตอนใต้ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เรื่อยมาจนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 13 อาณาจักรศรีวิชัยมีความเจริญรุ่งเรืองมากและได้กลายเป็นจักรวรรดิทางน้ำที่ควบคุมชวาตะวันตกและส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมาเลย์ อาณาจักรศรีวิชัยนี้ก็ยังเป็นศูนย์ของการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย


อย่างไรก็ดี พอตกมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 จักรวรรดิศรีวิชัยได้เกิดล่มสลายแตกออกเป็นรัฐเล็กๆ
ในขณะเดียวกันนั้น ศาสนาอิสลามได้ถูกนำเข้าไปสู่อินโดนีเซียโดยพวกพ่อค้าชาวอินเดีย และศาสนาอิสลามนี้ได้เข้าไปหยั่งรากเบื้องแรกอยู่ที่เมืองอาเจห์ในเกาะสุมาตราทางเหนือก่อน และในอีกหลายศตวรรษต่อมาศาสนาอิสลามก็ได้เผยแผ่กระจายไปทั่วอินโดนีเซีย


ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรฮินดูอาณาจักรหนึ่งได้เฟื่องฟูขึ้นมา อาณาจักรฮินดูนี้มีชื่อว่า อาณาจักรมะชะปาหิต เป็นอาณาจักรที่ถูกสถาปนาขึ้นในคริสต์ศักราช 1292 และได้เข้าครอบงำพื้นที่เกือบจะทั้งหมดของอินโดนีเซียอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ดีพอถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 อาณาจักรมะชะปาหิตได้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว


อินโดนีเซียในยุคล่าอาณานิคม
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสคือฝรั่งพวกแรกที่เดินทางไปถึงอินโดนีเซีย ซึ่งในช่วงเวลานั้นในยุโรปมีความต้องการเครื่องเทศต่างๆ เช่น ลูกจันทน์เทศ ขิง ข่า อบเชย กานพลู และ ดอกจันท์เทศ เป็นอย่างมาก การนำเครื่องเทศเหล่านี้จากเอเชียเข้าไปขายในยุโรปสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล ดังนั้นชาวโปรตุเกสจึงได้ตัดสินใจยึดโมลักกัสซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของเครื่องเทศ พอตกถึงปี ค.ศ. 1511 พวกโปรตุเกสได้เข้ายึดมะลักกาอันเป็นเมืองท่าที่สำคัญ นอกจากนั้นแล้วพวกนี้ก็ยังเข้ายึดโมลักกัสด้วย 


พอตกมาถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที 17 พวกโปรตุเกสได้สูญเสียที่มั่นให้แก่พวกฮอลันดา กองเรือของพวกฮอลันดาได้เดินทางจากฮอลลแลนด์ในปี ค.ศ. 1595 ภายใต้การนำของ คอร์เนลิส เดอ ฮูทมัน ในปี ค.ศ. 1602 บริษัท ดัตช์ อีสต์ คอมพานี ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการค้ากับอินโดนีเซีย พอถึงปี ค.ศ. 1605 บริษัท ดัตช์ อิสต์ อินเดีย คอมพานี ก็ได้ยึดเมืองทิดอร์และเมืองอัมบอนจากพวกดัตช์  เมื่อถึงปี ค.ศ. 1619 บริษัท ดัชต์ อิสต์ อินเดีย คอมพานีได้ยึดเมืองปัตตาเวีย ในปี ค.ศ. 1641 ก็ได้ยึดเมืองมะละกา ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 พวกดัตช์ได้ค่อยๆขยายอำนาจเข้าไปในชวาและโมลักกัส แต่ก็มีอิทธิพลน้อยในส่วนอื่นของอินโดนีเซีย


ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 บริษัท ดัตช์ อิสต์ คอมพานี ได้เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ในที่สุดในปี ค.ศ. 1799 รัฐบาลดัตช์จึงได้ยึดดินแดนทั้งหมดที่เป็นของบริษัท ดัตช์ อิสต์ อินเดีย คอมพานี
ในปี ค.ศ. 1806 อังกฤษกับดัตช์ทำลงครามกัน ในปี ค.ศ. 1811 อังกฤษภายใต้การนำของลอร์ด มินโต ได้เดินทางทางเรือไปถึงปัตตาเวีย ต่อมาไม่นานอังกฤษก็ได้ยึดเอาทรัพย์สินทั้งปวงของดัตช์ และอังกฤษได้ยกเลิกระบบทาสกับทั้งยังได้แบ่งแยกประเทศออกเป็นพื้นที่ต่างๆเรียกว่า รีซีเดนซี่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการปกครอง อย่างไรก็ดีเมื่อถึงปี ค.ศ. 1816 อังกฤษได้คืนอินโดนีเซียให้แก่ดัตช์


ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากได้คัดค้านที่จะคืนไปอยู่ภายใต้การปกครองของดัตช์ แต่พวกดัตช์ได้เข้าปราบปรามจนฝ่ายที่ต่อต้านแพ้และได้เข้าครอบครองอินโดนีเซียได้อีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ในค.ศ. 1825 เกิดสงครามชวาในภาคกลางของชวา สงครามครั้งนี้นำโดยเจ้าชายดิสโปเนโกโร แต่สงครามได้ยุติลงโดยฝ่ายดัชต์เป็นผู้ชนะในปี ค.ศ. 1830 เจ้าชายดิสโปเนโกโรได้ถูกเนรเทศและสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1855


ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 พวกดัตช์ได้ขยายอำนาจเข้าควบคุมเหนือส่วนต่างๆของพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ของอินโดนีเซีย พอตกถึงปี ค.ศ. 1825 ได้เข้ายึดเมืองเปลัมบัง และได้ทำสงครามชาวบาหลีในปี ค.ศ. 1848, 1849, 1858 และ 1868 แต่ในที่สุดบาหลีได้ถูกพิชิตในปี ค.ศ. 41906
ในปี ค.ศ. 1873 พวกดัตช์ได้ทำสงครามกับอาเจะห์ สงครามดำเนินไปจนถึงปี ค.ศ. 1908 ในขณะเดียวกันนั้น ในปี ค.ศ. 1894 พวกดัตช์ได้ยึดเมืองลอมบอก และในปี ค.ศ. 1905 ได้ยึดสุลาเวสีได้ทั้งหมด


ในขณะเดียวกันนั้น พวกดัตช์ได้ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบชาวอินโดนีเซียอย่างไม่ละลายแก่ใจ ในปี ค.ศ. 1830 พวกดัตช์ได้นำระบบการเกษตรที่เรียกว่า กุลตุอุรสเตเซล เข้าไปใช้ในอินโดนีเซีย โดยระบบดังกล่าว เกษตรกรชาวอินโดนีเซียถูกบังคับให้กันที่นาจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ไว้สำหรับปลูกพืชเพื่อการส่งออก ทั้งนี้พวกชาวนาได้รับเงินจากรัฐบาลดัตช์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชาวอินโดนีเซียถูกบังคับให้ปลูกกาแฟ  คราม ชา พริกไทย กระวาน และน้ำตาล เพราะผลของมาตรการนี้เองทำให้การผลิตข้าวได้ถูกลดจำนวนลง 


อย่างไรก็ดี พอถึงปี ค.ศ. 1870 พวกดัตช์ได้หันไปใช้ระบบตลาดเสรี การผูกขาดน้ำตาลและสินค้าอื่นๆของรัฐบาลดัตช์ได้สิ้นสุดลง  การเพาะปลูกโดยภาคเอกชนได้ถูกสร้างขึ้น อย่างไรก็ดี ชาวอินโดนีเซียก็ไม่ได้มีฐานะดีขึ้นมา พวกเขาได้ถูกจ้างเป็นกุลีทำหน้าที่แบกหามอยู่ตามบริษัทใหญ่ๆ


ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวดัตช์ได้ปฏิบัติต่อชาวอินโดนีเซียอย่างยุติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้โดยได้นำสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า นโยบายจริยธรรมมาใช้ กล่าวคือ มีการสร้างโรงเรียน และใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการดูแลสุขภาพ การสาธารณสุข และการชลประมาณ แต่นโยบายจริยธรรมนี้ก็มีผลกระทบต่อชีวิตของชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่น้อยมาก


จากนโยบายนี้ก็ได้ส่งผลให้ชาวอินโดนีเซียจำนวนหนึ่งได้รับการศึกษาสูงและได้ใกล้ชิดกับแนวความคิดของตะวันตก เช่น เสรีนิยม และสังคมนิยม และจากผลของนโยบายนี้เองทำให้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ขบวนการชาตินิยมได้ถูกก่อตั้งขึ้นในอินโดนีเซีย ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ได้เริ่มต้นเรียกร้องเอกราชให้แก่อินโดนีเซีย


พอถึงปี ค.ศ. 1940 เยอรมันได้เข้ายึดฮอลแลนด์ ในปี ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นได้รุกรานอินโดนีเซีย กองทหารดัตช์รุ่นสุดท้ายได้ยอมแพ้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1942 ในตอนแรกชาวอินโดนีเซียได้ต้อนรับทหารญี่ปุ่นในฐานะผู้เข้ามาปลดปล่อย แต่ในเวลาไม่นานก็เริ่มเกิดความสงสัย เพราะว่าทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาได้กลายเป็นพวกที่มีความทารุณและเข้ามาตักตวงทรัพยากรต่างๆของอินโดนีเซีย


เมื่อตอนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงครามนั้น ญี่ปุ่นได้เริ่มจะให้อินโดนีเซียได้เอกราช ทั้งนี้ก็โดยหวังจะทำให้ชาวอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรกับตน


ญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 นักชาตินิยมชาวอินโดนีเซียได้ตัดสินใจที่จะประกาศเอกราชก่อนที่ดัตช์จะหวนกลับมา กลุ่มชาตินิยมกลุ่มนี้ได้ลักพาตัวนักชาตินิยม 2 คนไป คือ ซูการ์โน และฮัตตา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ซูการ์โนได้ประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกและฮัตตาเป็นรองประธานาธิบดี 

.
แต่ทางดัตช์ไม่ต้องการจะปล่อยอินโดนีเซียให้หลุดมือไปง่ายๆ ในตอนแรกนั้นทหารอังกฤษได้ยกพลขึ้นบกที่อินโดนีเซีย และได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารอังกฤษกับชาวอินโดนีเซียในหลายพื้นที่ แม้ว่าพวกอังกฤษประกาศตัวว่าเป็นกลางก็ตาม .


ครั้นต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1946 ทหารอังกฤษก็ได้ออกไปและทหารดัตช์ก็ขึ้นบกมาอยู่ในอินโดนีเซียแทน ในเดือนพฤศจิกายน ชาวอินโดนีเซียและชาวดัตช์ได้ลงนามในข้อตกลง”ลิงคชาติ” โดยดัตช์รับรองสาธารณรัฐใหม่ที่ตั้งขึ้นมา แต่ให้มีอำนาจในการปกครองเฉพาะในชวาและสุมาตราเท่านั้น พวกดัตช์ยังคงอ้างว่าตนมีอำนาจปกครองเหนือพื้นที่ที่ยังเหลืออื่นๆของอินโดนีเซีย นอกจากนั้นแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวก็ยังระบุด้วยว่าสาธารณรัฐใหม่จะต้องเข้าร่วมเป็นสหภาพสหพันธรัฐกับฮอลแลนด์ในปี ค.ศ. 1949


การณ์ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายดัตช์ได้เสริมสร้างกำลังเพื่อที่จะยึดอินโดนีเซียทั้งประเทศคืน พอถึงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1947 ดัตช์ก็ได้บุกพื้นที่ต่างๆของอินโดนีเซีย แต่ก็ถูกบังคับให้ต้องถอยกลับมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากถูกชาวอินโดนีเซียต่อต้านและอีกส่วนหนึ่งมาจากถูกประณามจากนานาชาติ(โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก สหรัฐอเมริกา)


ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1948 ดัตช์ได้พยายามที่จะยึดอินโดนีเซียคืนอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ชาวอินโดนีเซียได้ทำการรบด้วยสงครามกองโจรและก็ได้ประสบความสำเร็จ ดัตช์ต้องเผชิญกับการถูกประณามจากมหาอำนาจอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา และได้ตระหนักว่าพวกตนไม่สามารถชนะสงครามได้ ในที่สุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ดัตช์ก็ได้ตกลงให้การรับรองเอกราชของอินโดนีเซีย และได้ถอนทหารของตนออกจากอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1949


อินโดนีเซียในสมัยใหม่
ในเบื้องแรกนั้น อินโดเนเซียที่เพิ่งได้เอกราชใหม่ มีการปกครองแบบประชาธิปไตยตามแบบรัฐสภา แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1957 ประธานาธิบดีซูการ์โนได้นำระบบการเมืองใหม่มาใช้ ซึ่งเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบชี้นำ” โดยอำนาจของรัฐสภาถูกลดลงและอำนาจของประธานาธิบดีเพิ่มขึ้น พรรคฝ่ายค้านได้ก่อตั้งรัฐสภาแยกออกมาต่างหากเรียกว่า พีอาร์อาร์ซี(รัฐบาลปฏิวัติของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย) แต่ทั้งนี้กองทัพบกยังคงภักดีต่อประธานาธิบดีซูการ์โนและเขายังอยู่ในอำนาจได้ต่อไป


ในขณะเดียวกันนั้นเอง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1957 กองทัพบกได้เข้ายึดบริษัทดัตช์ที่ยังเหลืออยู่ในอินโดนีเซียได้ทั้งหมด เพราะผลของการปฏิบัติครั้งนี้ทำให้กองทัพบกมีความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น


ต่อมาในตอนต้นทศวรรษปี 1960 เศรษฐกิจเกิดความถดถอย เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1965 พวกคอมมิวนิสต์ได้พยายามก่อรัฐประหารในอินโดนีเซีย พวกเขาได้สังหารนายทหารยศนายพลจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้แล้วพวกคอมมิวนิสต์ก็ยังเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ต่างๆในจาร์การ์ตา แต่นายพลซูฮาร์โตได้ปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝ่ายรัฐประหารถูกปราบ ซูฮาร์โตได้รับมอบอำนาจจากซูการ์โนให้ดำเนินการนำบ้านเมืองสู่ความสงบเรียบร้อย หลังจากรัฐประหารซูฮาร์โตได้ทำการจับกุมและลงโทษคอมมิวนิสต์เป็นจำนวนมาก


ซูการ์โนได้สูญเสียการสนับสนุนและเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1966 เขาได้ลงนามมอบอำนาจประธานาธิบดีแก่ซูฮาร์โต นับแต่ปี ค.ศ. 1966 ซูฮาร์โตได้ทำการปกครองประเทศในแบบเผด็จการ(แม้ว่าจะมีการจัดเลือกตั้งในทุก 5 ปีแต่เป็นการเลือกตั้งแบบหลอกๆ) แต่ซูฮาร์โตก็ได้ชื่อว่านำเสถียรภาพกลับคืนสู่อินโดนีเซียและภายใต้การปกครองของเขาเศรษฐกิจของอินโดนีเชียก็ได้ฟื้นตัว


นับแต่ทศวรรษที่ 1960 น้ำมันสำรองของอินโดนีเซียได้เป็นค้าส่งออกที่สำคัญ หลังปี ค.ศ. 1973 ชาวอินโดนีเซียได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การเกษตรกรรมของอินโดนีเซียก็สร้างผลผลิตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม


แต่ทว่าชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังคงยากจนและในปี ค.ศ. 1997 อินโดนีเซียได้ประสบกับภาวะวิกฤติทางการเงิน ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจเกิดการถดถอย อินโดนีเซียถถูกกระหน่ำจากการเดินขบวนประท้วงและซูฮาร์โตได้ลาออกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 ประชาธิปไตยได้กลับคืนสู่อินโดนีเซียด้วยการเลือกตั้งซึ่งจัดให้มีขึ้นในปี ค.ศ. 1999


ในปี ค.ศ. 2004 สุสีโล บัมบัง ยูโธโน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย
ในช่วงเริ่มต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจของอินโดนีเซียได้เริ่มฟื้นตัวและพอถึงปี ค.ศ. 2007 เศรษฐกิจมีการเติบโตมากถึงปีละ 6 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ในปี ค.ศ. 2009 เมื่อทั่วทั้งโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกลับเติบโต และก็มีเหตุผลที่จะมองโลกในแง่ดีว่าอนาคตของอินโดนีเซียมีแต่จะสดใส


ปัจจุบันอินโดนีเซียมีประชากรจำนวน 248 ล้านคน.

ระบบการเมืองของกลุ่มประเทศอาเซียน : สิงคโปร์(Singapore)



สิงคโปร์                         Singapore

ชื่อทางการ                     สาธารณรัฐสิงคโปร์
(Republic of Singapore)
เมืองหลวง                     สิงคโปร์
ที่ตั้ง                              ทวีปเอเชีย
สมาชิกสหประชาชาติ      21 กันยายน ค.. 1965 
ระบบการปกครอง           สาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นประมุข
เขตการปกครอง              ไม่มี
วันได้เอกราช                  9 สิงหาคม ค.. 1965(จากมาเลเซีย)
ระบบกฎหมาย                อิงคอมมอนลอว์อังกฤษ ไม่ยอมรับการตัดสินภาคบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
วันชาติ                          9 สิงหาคม(.. 1965)
ฝ่ายบริหาร                     ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี
ฝ่ายนิติบัญญัติ               รัฐสภา(สภาเดี่ยว)
ฝ่ายตุลาการ                   ศาลสูงสุด
สิทธิการเลือกตั้ง             สากลและบังคับ อายุ 20 ปี


ประวัติย่อของประเทศสิงคโปร์
ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 จากบันทึกของชาวจีนระบุว่า สิงคโปร์ในสมัยนั้นมีชื่อว่า ปู-เลา-ชุง  หรือ “เกาะกลางคาบสมุทร” ในกาลต่อมาเมืองนี้มีชื่อว่า เทมาเส็ก (เมืองทะเล) เป็นช่วงที่ผู้คนได้มีการเข้ามาตั้งรกรากเป็นครั้งแรกระหว่าง ค.ศ. 1298-1299

ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 เกาะขนาดเล็กแต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เกาะนี้มีชื่อใหม่ ซึ่งตามตำนานบอกว่า เจ้าชาย สัง นิลา อุตมะ เจ้าชายจากปาเลมบัง (นครหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย) ได้เสด็จมาล่าสัตว์และได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสัตว์ประหลาดที่พระองค์ไม่ทรงเคยรู้จักมาก่อน เมื่อพระองค์ทรงติดตามสัตว์นั้นไปเพื่อจะทอดพระเนตรสัตว์นั้นอย่างชัดๆก็ได้ทรงพบเมืองที่ทรงพบสัตว์ตัวนั้น จึงได้ประทานนามเมืองนั้นว่า “เมืองสิงโต” หรือ สิงคปุระ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า สิงหะ(สิงโต)+ ปุระ(เมือง) 

ในห้วงเวลานั้น เมืองสิงคปุระปกครองโดยกษัตริย์ 5 พระองค์ สิงคปุระมีที่ตั้งอยู่ที่ปลายสุดของของคาบสมุทรมาเลย์ จึงเป็นที่ชุมทางของเส้นทางทางเรือโดยธรรมชาติ เป็นเมืองที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์การค้าของเรือเดินทะเลหลาหลายชนิด นับตั้งแต่เรือสำเภาจีน เรืออินเดีย  เรืออาหรับ และเรือรบของโปรตุเกส
ห้วงเวลาที่สำคัญอีกห้วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์คือระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นห้วงเวลาที่สิงคโปร์ได้ถูกสถาปนาขึ้นมา ในช่วงเวลานี้ สิงคโปร์ได้กลายเป็นศูนย์การค้าของช่องแคบมะลักกา และอังกฤษได้ยกระดับสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่เรืออังกฤษต้องแวะพักในภูมิภาคแห่งนี้ พวกพ่อค้าอังกฤษต้องการให้สิงคโปร์เป็นเมืองทางยุทธศาสตร์สำหรับแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหารและเชื้อเพลิง และทำหน้าที่ปกป้องกองเรือพาณิชย์ของจักรวรรดิอังกฤษตลอดจนเป็นเมืองป้อมปราการป้องกันการรุกคืบหน้าของชาวฮอลันดาในภูมิภาคส่วนนี้

ผู้ว่าราชการเมืองเบงคูเลน(ปัจจุบันเมืองเบกูรู) ในเกาะสุมาตรา คือท่านเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ได้เดินทางทางเรือมาขึ้นบกที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1819 ภายหลังจากที่ได้ทำการสำรวจเกาะต่างๆที่อยู่รอบๆเรียบร้อยแล้ว ท่านเซอร์ได้มองเห็นศักยภาพที่สำคัญเป็นอย่างมากของเกาะสิงคโปร์นี้ จึงได้ทำการเจรจาทำสนธิสัญญากับบรรดาผู้ปกครองท้องถิ่น แล้วได้สถาปนาสิงคโปร์ให้เป็นสถานีทางการค้า ในเวลาต่อมาปรากฏว่านโยบายของเกาะสิงคโปร์ที่ให้เสรีทางการค้า ได้เป็นที่ดึงดูดเรือสินค้าจากทั่วเอเชียตลอดจนเรือจากที่ไกลๆเช่นเรือจากสหรัฐอเมริกาและเรือจากตะวันออกกลางได้เดินทางมาทำการค้าขายยังเกาะแห่งนี้ 

ในปี ค.ศ. 1832 สิงคโปร์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองสเตรทเซทเทิลเม้นท์แห่งปีนัง มะลักกา และสิงคโปร์ เมื่อมีการเปิดคลองสุเอชในปี ค.ศ. 1869 และเมื่อมีการนำโทรเลขและเรือกลไฟมาใช้ ความสำคัญของสิงคโปร์ในฐานะเป็นศูนย์กลางขยายการค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตกก็ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1860 ประเทศเกาะแห่งนี้มีประชากรเพิ่มขึ้นจากเดิมจำนวนแค่ 150 คน ในปี ค.ศ. 1819 เป็นจำนวน 80,792 คน ซึ่งประกอบด้วยคนเชื้อสายจีนเป็นส่วนใหญ่ และคนเชื้อสายอินเดียและเชื้อสายมาเลย์รองลงมาตามลำดับ

แต่สันติภาพและความมั่งคั่งไพบูลย์ของสิงคโปร์ได้เกิดการหยุดชะงักในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสิงคโปร์ถูกเครืองบินของญี่ปุ่นโจมตีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 สิงคโปร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่ามีป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดก็ได้ตกอยู่ภายใต้การรุกรานของญี่ปุ่นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 สิงคโปร์ถูกญี่ปุ่นยึดครองเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความถูกบีบบังคับและเกิดการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของมนุษย์เป็นจำนวนมามาย

เมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี ค.ศ. 1945 เกาะสิงคโปร์ก็ถูกมอบคืนให้แก่ทางการทหารของอังกฤษ ซึ่งกลับมามีอำนาจอยู่จวบจนได้ยกเลิกการปกครองแบบสเตรทเซทเทิลเม้นท์ อันประกอบด้วยปีนัง มะลักาและสิงคโปร์ เมื่อถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1946 สิงคโปร์ได้กลายเป็น คราวน์ โคโลนี( Crown Colony)
ในปี ค.ศ. 1955 การเติบโตของลัทธิชาตินิยมได้นำไปสู่การปกครองตนเอง และมีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกของประเทศ พรรคพีเพิลส์ แอ็คชั่น ปาร์ตี้ ชนะโดยได้เสียงส่วนใหญ่ 43 ที่นั่ง และนายลี กวน ยู ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์

ในปี ค.ศ. 1961 สิงคโปร์ได้เข้าร่วมกับมลายา และได้รวมกับสหพันธรัฐมาเลเซีย ซาราวัก และบอร์เนียวเหนือเป็นประเทศมาเลเซีย ในปี ค.ศ. 1963 อย่างไรก็ดี การเข้าร่วมเป็นมาเลเซียไม่ประสบความสำเร็จ และในอีกเกือบ 2 ปีต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 สิงคโปร์ก็ได้แยกออกมาจากมาเลเซียมาเป็นประเทศเอกราชและมีอำนาจอธิปไตยโดยปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมของปี ค.ศ. 1965 สิงคโปร์ก็ได้เป็นประเทศสาธารณรัฐที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์

Thursday, June 27, 2013

ระบบการเมืองของกลุ่มประเทศอาเซียน:เวียดนาม






เวียดนาม                               Vietnam


ชื่อทางการ                         สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

                                                (Socialist Republic of Vietnam)


เมืองหลวง                          ฮานอย


ที่ตั้ง                                  ทวีปเอเชีย(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)


สมาชิกสหประชาชาติ           20 กันยายน ค.ศ. 1977       


ระบบการปกครอง               รัฐคอมมิวนิสต์


เขตการปกครอง                 50 จังหวัด


วันได้เอกราช                      2 กันยายน ค.ศ. 1945(จากฝรั่งเศส)


รัฐธรรมนูญ                       18 ธันวาคม ค.ศ. 1980 ฉบับใหม่ ค.ศ. 1992


ระบบกฎหมาย                   อิงทฤษฎีกฎหมายคอมมิวนิสต์และระบบซิวิลลอว์ฝรั่งเศส


วันชาติ                             วันได้เอกราช 2 กันยายน (ค.ศ. 1945)


ฝ่ายบริหาร                          ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี     คณะรัฐมนตรี                                        


ฝ่ายนิติบัญญัติ                  สภาแห่งชาติ(สภาเดี่ยว)


ฝ่ายตุลาการ                     ศาลประชาชนสูงสุด


สิทธิการเลือกตั้ง                สากล อายุ 18 ปี


ประวัติศาสตร์ย่อของประเทศเวียดนาม
เวียดนามในยุคโบราณ

ราว 2,000 ปีมาแล้วประชาชนในเวียดนามได้เริ่มเพาะปลูกข้าวตามลุ่มแม่น้ำแดง ในการทดน้ำข้าวในนานั้นประชาชนชาวเวียดนามได้ใช้วิธีสร้างเหมืองและขุดคลองชลประทาน พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานร่วมกันและได้ร่วมกันก่อตั้งราชอาณาจักรขึ้นมาเรียกว่าราชอาณาจักร”วันลาง” แต่ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาลประเทศจีนได้เข้ามายึดครองดินแดนในแถบนี้ 


ชาวจีนได้เข้ามาปกครองประเทศเวียดนามทางภาคเหนือนานกว่า 1000 ปีและอารยธรรมจีนก็ได้มีผลกระทบต่อชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก


แต่ในเวียดนามทางตอนใต้นั้น เวียดนามตกตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมาจวบจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 6 ดินแดนของเวียดนามตอนใต้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ “ฟูนัน”


ส่วนในตอนกลางของเวียดนามมีรัฐที่ได้รับอิทธิพลของอินเดียมีชื่อว่าว่ารัฐ จำปา ได้เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 2


ในเวียดนามตอนเหนือนั้น ประชาชนไม่พอใจการปกครองของจีนและในคริสต์ศตวรรษที่ 4 พี่น้องสกุลตรังได้เป็นผู้นำในการก่อการกบฏ และได้ก่อตั้งรัฐเอกราชขึ้นมา แต่ต่อมาทางจีนได้ทำการปราบปรามฝ่ายกบฏเวียดนามและพี่น้องตระกูลตรังได้ฆ่าตัวตาย จีนยังคงปกครองเวียดนามทางภาคเหนืออยู่น่านจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 938 ผู้นำชื่อโงคิวเย็นได้เอาชนะจีนในยุทธภูมิแม่น้ำบัชดังและเวียดนามทางเหนือก็ได้เป็นรัฐเอกราช.


ในคริสต์ศตวรรษที่ 13พวกมองโกลได้เข้ารุกรานเวียดนามถึง 3 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1257 และ ค.ศ. 1284 พวงมองโกลได้เข้ายึดเมืองหลวง แต่เมื่อยึดได้แล้วไม่นานก็ต้องถอนตัวออกมาทุกครั้ง ต่อมาในปี ค.ศ. 1288 ผู้นำของเวียดนามชื่อตรันฮุงดาว ได้ขับไล่ทหารมองโกลออกจากแม่น้ำบัชดัง


ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 จีนได้พยายามที่จะเข้าควบคุมเวียดนามเหนืออีก ในปี ค.ศ. 1407 จีนได้เข้ายึดครองเวียดนามเหนือและถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ในปี ค.ศ. 1418 เลอลอยได้ก่อการกบฏลัมซอน พอถึงปี ค.ศ. 1248 ชาวจีนได้ถูกขับไล่ออกไป และเลอลอยได้รับการสถาปนาเป็นพระจักรพรรดิพระนามว่าเลไทโท ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิพระองค์นี้และของพระจักรพรรดิที่สืบทอดสันตติวงศ์องค์ต่อมา อานุภาพของเวียดนามเหนือได้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งรัฐจำปาทางตอนกลางของเวียดนามได้ตกเป็นประเทศราชของเวียดนามเหนือ 



ตกมาถึงตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 อำนาจของราชวงศ์เลได้เสื่อมคลายลง ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 สองตระกูลได้แย่งชิงอำนาจกัน โดยตระกูลตรินห์ครองอำนาจในทางภาคเหนือและตระกูลเหงียนครอบครองอำนาจในทางภาคใต้ ข้างฝ่ายตระกูลเหงียนได้ยึดดินแดนทางลุ่มแม่น้ำโขงจากจักรวรรดิเขมร


ในทศวรรษปี 1770 ได้เกิดการกบฏขึ้นที่เมืองไตเซิน โดยพี่น้องในตระกูลเหงียนเป็นผู้นำในการก่อการกบฏ ฝ่ายกบฏสามารถยึดดินแดนจากพวกขุนนางตระกูลเหงียนในทางภาคใต้และยึดดินแดนจากขุนนางตระกูลตรินห์ในทางภาคเหนือได้ พอถึง ค.ศ. 1786 ฝ่ายกบฎก็สามารถครอบครองดินแดนเวียดนามได้ทั้งประเทศและองค์พี่พระนามว่าเหงียนเว้ได้สถาปนาตนเองเป็นพระจักรพรรดิพระนามว่ากวงตรัง ในปี ค.ศ. 1788 จีนได้เข้ามารุกรานเวียดนามอีกแต่เวียดนามได้เข้าไปขับไล่จีนออกไปจากดองดา


ขุนนางเหงียนชื่อเหงียนอันได้หลบหนีไปซ่องสมไพร่พลและจากปี ค.ศ. 1789 ได้ทำการผลักดันฝ่ายก่อการกบฏ เหงียนอันสามารถยึดฮานอยได้ในปี ค.ศ. 1802และได้สถาปนาตนเองเป็นพระจักรพรรดิพระนามว่าจักรพรรดิญาลอง ภายใต้การปกครองของพระองค์เวียดนามมีความเข้มแข็งและประเทศได้รวมเป็นหนึ่งเดียว
 

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาถึงเวียดนามโดยทางทะเลในปี ค.ศ. 1516 จากนั้นก็มีพวกหมอสอนศาสนาเดินทางตามมาสั่งสอนศาสนาคริสต์ในเวียดนาม พวกแรกที่เข้ามาคือพวกโดมินิกัน ตามมาด้วยพวกเยซุตส์และพวกโรมันคาทอลิก
ฝรั่งเศสในเวียดนาม


ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เวียดนามได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทั้งนี้เป็นการได้เวียดนามตามลำดับขั้นตอนคือไม่ได้ทั้งประเทศเลยทีเดียว โดยในปี ค.ศ. 1859 ยึดไซ่งอนได้ก่อน และในที่สุดในปี ค.ศ. 1883 เวียดนามทางภาคเหนือ และเวียดนามทางตอนกลางก็ได้ถูกบังคับให้เป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส


ฝรั่งเศสได้ก่อสร้างโครงสร้างทางพื้นฐานในเวียดนามเช่นทางรถไฟจากไซง่อนไปที่ฮานอย นอกจากนั้นแล้วก็ยังได้สร้างถนนหนทาง ซึ่งในการก่อสร้างถนนหนทางเหล่านี้ต้องสิ้นเปลืองงบประมานไปเป็นจำนวนมากมาย แต่ชาวเวียดนามมีความต้องการเอกราชเป็นชีวิตจิตใจ และพวกคอมมิวนิสต์ได้เป็นแกนนำสำคัญในการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งเอกราช โดยโฮจิมินห์ได้ก่อตั้ง สันนิบาตเยาวชนปฏิวัติขึ้นมาใน ค.ศ. 1925 พอถึงปี ค.ศ. 1930 สันนิบาตนี้ก็ได้กลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม


ในปี ค.ศ. 1940  เยอรมันเอาชนะฝรั่งเศสในยุโรป ญี่ปุ่นได้ฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของฝรั่งเศสทำการบีบบังคับรัฐบาลฝรั่งเศสให้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเข้าไปยึดครองอินโดจีนฝรั่งเศส โดยทั้งนี้ญี่ปุ่นได้ยินยอมให้ผู้ปกครองฝ่ายฝรั่งเศสยังปกครองอยู่ในอินโดจีนได้อยู่ต่อไป


พวกคอมมิวนิสต์เวียดนามหรือพวกเวียดมินห์ได้ทำการสู้รบกับญี่ปุ่นและพอถึงปี ค.ศ. 1945 ก็สามารยึดครองดินแดนทางภาคเหนือของเวียดนามได้ ในขณะเดียวกันนั้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ทหารญี่ปุ่นได้เข้าควบคุมการบริหารของเวียดนาม แทนฝรั่งเศสและเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อวันที่ 15  สิงหาคม ค.ศ. 1945 จึงได้เกิดสุญญากาศทางด้านการเมืองขึ้น


โฮจิมินห์จึงได้ฉวยโอกาสจากการเกิดสุญญากาศทางการเมืองโดยได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวเวียดนามลุกฮือขึ้นมา ที่เรียกว่า การปฏิวัติเดือนสิงหาคมและโฮจิมินห์สามารถเข้าควบคุมประเทศเวียดนามได้เกือบทั้งหมด เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 โฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนาม


ข้างฝ่ายมหาอำนาจทั้งหลายต่างไม่ยอมรับการประกาศเอกราชของชาวเวียดนาม ภายใต้ข้อตกลงของที่ประชุมเมืองปอตสดัมนั้น มีการตกลงให้ทหารญี่ปุ่นที่อยู่ทางใต้เส้นขนานที่ 16มอบตัวแก่ฝ่ายอังกฤษ ส่วนทหารญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือของเส้นขนานที่ 16 ให้มอบตัวแก่จีนคณะชาติ


แต่ทว่าทหารฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาทางภาคใต้เพื่อยึดครองดินแดนที่อยู่ในการครอบครองของอังกฤษ สำหรับทางด้านภาคเหนือนั้น ทหารจีนคณะชาติก็ได้เข้ายึดครอง แต่โฮจิมินห์ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญาสันติภาพกับฝรั่งเศสซึ่งในสนธิสัญญาระบุให้ทหารฝรั่งเศสเข้าแทนที่ทหารจีนในเวียดนามเหนือเป็นเวลา 5 ปี ส่วนทางฝ่ายฝรั่งเศสก็ได้ให้สัญญาว่าจะให้การรับรองเวียดนามเป็น “รัฐอิสระ”


แต่ต่อมาเมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าฝรั่งเศสไม่ได้ต้องการจะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ฝ่ายเวียดนามและดังนั้นการสู้รบก็จึงระเบิดขึ้นระหว่างทหารฝรั่งเศสกับฝ่ายกองกำลังของเวียดมินห์


ฝ่ายเวียดมินห์ได้ใช้ยุทธวิธีกองโจรเข้าสู้รบกับกองทัพของฝรั่งเศสเป็นเวลา 8 ปี และในที่สุดเมื่อปี ค.ศ.1954 พวกเวียดมินห์ได้เข้าปิดล้อมกองทัพฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู ซึ่งหลังจากที่ยึดเมืองนี้อยู่ 57 วัน ทางฝรั่งเศสได้ถูกบีบบังคับให้ยอมแพ้  และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในการยุติสงครามในที่ประชุมเจนีวา ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ประเทศเวียดนามแบ่งเป็นสองฝ่ายที่เส้นขนานที่ 17 และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1956 แต่ก็ไม่มีการจัดให้มีการเลือกตั้งและเวียดนามก็ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างถาวร


เวียดนามในยุคใหม่
ในเวียดนามเหนือโฮจิมินห์ได้จัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในขณะที่ทางเวียดนามใต้ก็โงดินห์เดียมเป็นผู้ปกครอง แต่พอตกถึงทศวรรษที่ 1960 เวียดนามใต้เกิดการเดินขบวนประท้วงและในปี ค.ศ. 1963 โงดินห์เดียมถูกคณะรัฐประหารขับไล่ออกจากอำนาจ


ข้างฝ่ายเวียดนามเหนือนั้น ในปี ค.ศ. 1959 พวกเวียดมินห์ได้เริ่มสงครามกองโจรเพื่อรวมประเทศเวียดนามให้อยู่ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ กองโจรเวียดมินห์ของเวียดนามเหนือมีชื่อว่า เวียดกง


ต่อมาสหรัฐอเมริกาก็ได้เข้ามาเป็นขาใหญ่ในสงครามเวียดนาม โดยในเบื้องแรกในปี ค.ศ. 1950 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะที่ปรึกษาทางทหารเข้ามายังเวียดนามใต้ก่อน สหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ฝรั่งเศสและเมื่อฝรั่งเศสถอนตัวออกไปก็ได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่รัฐบาลเวียดนามใต้

 
ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 สหรัฐอเมริกาสร้างสถานการณ์ว่าเรือรบ 2 ลำของตนถูกโจมตีเป็นการยั่วยุโดยฝ่ายเวียดนามเหนือ ทั้งนี้โดยระบุว่าเรือรบแม็ดด็อกซ์ถูกโจมตีเป็นลำแรกก่อน และต่อมาอีก 2 วัน เรือแมดดอกซ์และเรือซีจูเนอร์จอยได้ถูกโจมตีอีกครั้งหนึ่ง


สหรัฐอเมริกาจึงได้เริ่มใช้เครื่องบินโจมตีเวียดนามเหนือและรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติ Tonkin Gulf Resolution ยินยอมให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา”ใช้มาตรการเท่าที่เห็นว่าจำเป็นในการป้องกันการก้าวร้าวต่อไป” ผลที่ตามมาก็คือในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1967 มีทหารสหรัฐอเมริกาเข้าไปประจำการอยู่ในเวียดนามใต้จำนวนมากถึง 183,000 นาย และเมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 1967 ได้มีทหารสหรัฐอเมริกาเข้าไปประจำการในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 นาย แต่ทหารเวียดกงของวียดนามเหนือก็ยังคงใช้กลยุทธ์สงครามกองโจรทำการสู้รบกับทหารสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ย่อท้อ


ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1968 ฝ่ายเวียดกงได้ปฏิบัติเชิงรุกในวันตรุษในเมืองน้อยใหญ่หลายเมืองทั่วเวียดนามใต้ ทหารเวียดกงได้สูญเสียกำลังไปเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากปฏิบัติการเชิงรุกครั้งนี้แล้วทหารสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มค่อยถอนตัวออกจากเวียดนาม และเดือนมกราคม ค.ศ. 1973 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในการหยุดยิงและทหารสหรัฐอเมริกาที่ยังเหลืออยู่ก็ได้ถอนออกจากเวียดนามทั้งหมด
กระนั้นก็ตามทางฝ่ายเวียดนามใต้ก็ยังคงกัดฟันสู้รบกับฝ่ายเวียดกงตามลำพัง พอถึงต้นปี ค.ศ. 1975 ฝ่ายเวียดนามใต้ไม่สามารถสู้รบกับฝ่ายเวียดกงได้ในทุกแนวรบ และเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 ฝ่ายเวียดนามเหนือก็สามารถยึดไซ่ง่อนได้ เวียดนามจึงได้รวมประเทศสำเร็จภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ตั้งแต่นั้นมา
ต่อมาเมื่อปลายทศวรรษที่ 1970 เขมรแดงได้โจมตีเวียดนาม ดังนั้นในปี ค.ศ. 1978 ทหารเวียดนามจึงบุกเข้าไปยึดครองกัมพูชา และตั้งกองกำลังอยู่ในกัมพูชาอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1989


ในขณะเดียวกันนั้น ในปี ค.ศ. 1986 รัฐบาลเวียดนามได้นำแนวทางปฏิรูปการตลาดมาใช้ ผลของการใช้นโยบายใหม่นี้ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พอถึงปี ค.ศ. 1994 สหรัฐอเมริกาได้เลิกปิดล้อมทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม และในปี ค.ศ. 1995 ได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอีกครั้งหนึ่ง
 

ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามมีความเจริญรุ่งเรืองมากและเวียดนามได้กำลังถูกเปลี่ยนแปลงจากประเทศการเกษตรมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในเวียดนาม นอกจากนั้นแล้ว ตลาดหุ้นได้เปิดในเวียดนามตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000



ในปัจจุบัน ประเทศเวียดนามมีประชากร 91.5 ล้านคน